อัตราทำแท้งในอังกฤษและเวลส์ทำสถิติสูงสุด ช่วงโควิด-19 ระบาด

ช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 อย่างหนักเมื่อปีที่แล้ว มีรายงานการทำแท้งในอังกฤษและเวลส์มากถึง 210,860 ครั้ง ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุด
สิ่งที่น่าสนใจคือในจำนวนกว่า 2 แสนครั้ง มีผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี ถึงมากกว่า 40,000 คน

การทำแท้งที่มากขึ้นในกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น พบว่าเกี่ยวข้องกับความกดดันในการรักษาหน้าที่การงาน รวมทั้งเกิดจากความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอน และการระบาดของโรคทำให้คนไม่ต้องการตั้งครรภ์ในภาวะเช่นนี้

อัตราการยุติการตั้งครรภ์ในอังกฤษและเวลส์ทำสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมาเมื่อปีที่แล้ว สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้หญิงในวัยทำงานอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ทำแท้งมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยจากจำนวนผู้ทำแท้งทั้งหมด 210,860 คน เป็นผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 40,006 ราย เพิ่มขึ้นจาก 10 ปีก่อนถึง 13,000 คน โดยจำนวนการทำแท้งของหญิงอายุมากกว่า 35 ปีเมื่อปี 2010 อยู่ที่ 27,046 ราย ทำให้เห็นว่าจำนวนการทำแท้งในกลุ่มอายุ 25-35 ปีเพิ่มขึ้นสูง ซึ่งนอกจากอังกฤษและเวลส์แล้ว ยังมีหญิงสาวจากไอร์แลนด์ และไอร์แลนด์เหนืออีกจำนวนหนึ่ง

หากคิดเป็นภาพรวมเท่ากับว่า เกือบจะ 1 ใน 4 ของหญิงที่ตั้งครรภ์ในปี 2020 จะตัดสินใจทำแท้ง หรือคิดเป็นอัตราการทำแท้งที่ 18.2 ต่อประชากรผู้หญิงอายุระหว่าง 15-44 ปี 1,000 คน ทะลุสถิติเดิมในปี 2019 ที่อัตราการทำแท้งอยู่ที่ 18 ต่อประชากรผู้หญิง 1,000 คน
และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2019 ที่มีจำนวนการทำแท้ง 205,519 ราย และปี 2016 ที่มีผู้หญิงตัดสินใจทำแท้ง 190,406 ราย นับว่ายอดการทำแท้งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษ ก็พบว่าการทำแท้งในกลุ่มผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี กลับลดลงจาก 10 ปีก่อน ถึงเกือบครึ่ง โดยปี 2020 มีผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ทำแท้ง 20,743 ราย ขณะที่ปี 2010 มีผู้หญิงกลุ่มอายุนี้ทำแท้ง 38,269 ราย

เหตุปัจจัยสำคัญ
สำหรับปัจจัยหลักของการตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ในช่วงปีที่ผ่านมา คือภาวะการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ธุรกิจทุกอย่างหยุดชะงัก ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ และรายได้ครัวเรือน ทำให้หลายครอบครัวขาดความพร้อมที่จะมีสมาชิกเพิ่ม อีกทั้งความหวาดกลัวต่อสวัสดิภาพของทารกในครรภ์ การขาดแคลนโรงพยาบาลหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ล้วนแล้วแต่เป็นภาวะที่ไม่เอื้อต่อการมีบุตรในช่วงเวลานี้

แคลร์ เมอร์ฟี แห่งองค์กรบริการให้คำปรึกษาด้านการตั้งครรภ์แห่งอังกฤษ ระบุว่า โรคระบาดครั้งนี้ มีผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจตั้งครรภ์ของหญิงสาวส่วนใหญ่ และก็ส่งผลมาถึงตัวเลขในการทำแท้งโดยพบว่ามากกว่าครึ่งของผู้หญิงที่ตัดสินใจทำแท้งเมื่อปีที่แล้ว มีความสัมพันธ์แบบคู่รักที่อาศัยอยู่ด้วยกันแต่ยังไม่แต่งงาน มากกว่าจะเป็นผู้หญิงที่มีสถานะโสด

อีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้หญิงชาวอังกฤษตัดสินใจทำแท้งได้ง่ายขึ้น เพราะกฎหมายการทำแท้งใหม่ที่อนุญาตให้มี เทเลเมดิคอล ‘telemedical’ ที่ออกมาในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยหญิงสาวที่ต้องการทำแท้งจะสามารถปรึกษาผ่านทางออนไลน์ก่อนที่จะได้รับยาทำแท้งส่งมาให้ถึงบ้านและกินยาด้วยตัวเองโดยไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรือคลินิก เพื่อลดการเดินทางที่ไม่จำเป็นในช่วงที่ยังมีการระบาดหนัก ซึ่งกฎหมายนี้ยิ่งอำนวยความสะดวกให้การทำแท้งเป็นเรื่องง่ายดาย และทำให้อัตราการทำแท้งเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่าในช่วงเดือนเมษายน ถึงธันวาคม มีผู้หญิงที่ทำแท้งด้วยวิธีการกินยาด้วยตัวเองแบบนี้สูงถึง 88 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงล็อกดาวน์ครั้งแรกที่มีผู้กินยาทำแท้งด้วยตัวเอง 77 เปอร์เซ็นต์

โจนาธาน ลอร์ด หัวหน้าทีมแพทย์องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศที่ให้บริการคุมกำเนิดและทำแท้งอย่างปลอดภัย ระบุว่า ตัวเลขการทำแท้งที่สูงขึ้นไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะสถานการณ์ที่ไม่เอื้อต่อการเข้าปรึกษาการคุมกำเนิดในช่วงที่มีโรคระบาด ทำให้หลายคนไม่สามารถที่จะรอเวลาได้ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะเข้ารับการช่วยเหลือได้ทันเวลาหรือไม่ และความวิตกของผลกระทบจากโรคระบาดที่จะตามมา สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาต้องการในช่วงเวลานี้ก็คือการตั้งครรภ์

โจนาธาน ลอร์ดยังเห็นว่าการที่ทางการอนุญาตให้ผู้คนมีทางเลือกในการทำแท้งผ่านระบบ เทเลเมดิซิน ให้พวกเขาได้มีความเป็นส่วนตัว และดูแลความปลอดภัยของตัวเองที่บ้านนับเป็นการปฏิวัติการยุติการตั้งครรภ์ให้เข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งดีต่อคนไข้ ยิ่งในช่วงเวลาที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องมีภาระหนักในการรับมือกับโควิด-19 คนไข้จะได้ลดเวลาในการรอ และยังสามารถยุติการตั้งครรภ์ได้เองในช่วงที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นตั้งครรภ์ด้วย.

Related posts